ทองคำ ตลาดหุ้น และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสามสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูพร้อมกัน เพราะเงินก้อนใหญ่ในตลาดการเงินจะไหลสลับไปมาระหว่างสินทรัพย์เหล่านี้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนกำลัง "กล้าเสี่ยง" หรือ "กลัวความเสี่ยง" อยู่ในช่วงนั้น
ทองคำกับตลาดหุ้น สัมพันธ์กันแบบไหน
โดยทั่วไปทองคำมักถูกมองว่าเคลื่อนไหว "สวนทาง" กับตลาดหุ้น เพราะทองคำถูกใช้เป็น สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เวลาที่นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจ กลัวสงคราม หรือกลัววิกฤตการเงิน คนจะขายหุ้นแล้วหันมาถือทองคำแทน ทำให้ราคาทองขึ้นสวนทางกับหุ้นที่ตก
- ตลาดหุ้นตกแรงจากความกังวลเศรษฐกิจ มักเห็นทองคำได้รับความสนใจมากขึ้น
- ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น เศรษฐกิจดี นักลงทุนกล้าเสี่ยง เงินมักไหลออกจากทองไปหาหุ้นแทน
- แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่กฎตายตัว บางช่วงทองคำกับหุ้นก็ขึ้นพร้อมกันได้ โดยเฉพาะช่วงที่เงินเฟ้อสูงและทุกสินทรัพย์ถูกซื้อเก็บเพื่อป้องกันค่าเงินเสื่อม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ คืออะไร ทำไมสำคัญกับทองคำ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield คือดอกเบี้ยที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยิ่ง Yield สูง แปลว่าการถือเงินสดหรือพันธบัตรให้ผลตอบแทนที่ดีและปลอดภัยกว่า ในขณะที่ทองคำไม่มีดอกเบี้ยจ่ายให้เลย
เมื่อ Yield พันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนจะรู้สึกว่าการถือทองคำ "เสียโอกาส" มากขึ้น เพราะเงินก้อนเดียวกันเอาไปซื้อพันธบัตรจะได้ดอกเบี้ยแน่นอนกว่า ราคาทองคำจึงมักถูกกดดันให้ลดลงเมื่อ Yield ขึ้น และมักปรับตัวขึ้นเมื่อ Yield ลดลง
Real Yield ตัวแปรสำคัญที่มือใหม่มักมองข้าม
สิ่งที่ส่งผลกับทองคำจริง ๆ ไม่ใช่แค่ Yield ปกติ แต่คือ Real Yield หรือผลตอบแทนที่หักเงินเฟ้อออกแล้ว
- ถ้า Real Yield เป็นบวกสูง แปลว่าถือเงินสดหรือพันธบัตรคุ้มกว่าทองคำมาก ราคาทองมักถูกกดดัน
- ถ้า Real Yield ติดลบ (เงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้) ทองคำจะน่าสนใจขึ้นมาก เพราะถือเงินสดแล้วขาดทุนกำลังซื้อ
- นักเทรดมืออาชีพจึงติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ควบคู่กับ Yield เสมอ ไม่ดู Yield เพียงอย่างเดียว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเชื่อมสำคัญ
ทองคำซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลก เมื่อ Yield พันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้น มักดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลกให้ไหลเข้าซื้อดอลลาร์ ทำให้ ดอลลาร์แข็งค่า
ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับคนที่ถือสกุลเงินอื่น ความต้องการซื้อจึงลดลง และกดดันราคาทองอีกทางหนึ่ง ดังนั้นสามสิ่งนี้จึงเชื่อมโยงกันเป็นวงจร คือ Yield ขึ้น ดอลลาร์แข็ง ทองคำมักอ่อนตัว
ช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์เหล่านี้ "ใช้ไม่ได้" เสมอไป
มือใหม่ต้องระวังว่าความสัมพันธ์ที่กล่าวมาไม่ใช่สูตรตายตัว มีหลายช่วงที่ตลาดหุ้น ทองคำ และ Yield เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ เช่น
- ช่วงวิกฤตรุนแรงมาก ๆ นักลงทุนอาจขายทุกสินทรัพย์รวมถึงทองคำเพื่อถือเงินสด (Cash is King) ทำให้ทองคำตกพร้อมหุ้น
- ช่วงที่ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ เข้าซื้อทองคำสำรองจำนวนมาก แรงซื้อระดับประเทศอาจหักล้างผลจาก Yield ได้
- ช่วงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทองคำอาจขึ้นได้แม้ Yield จะสูงอยู่
วิธีนำความรู้นี้ไปใช้ในการเทรดจริง
สำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกปัจจัยแบบลึกซึ้ง แต่ควรติดตามภาพรวมง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจเทรด
- ก่อนเทรดทอง ให้เช็คทิศทาง Yield พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10Y Treasury Yield) ว่ากำลังขึ้นหรือลง
- ติดตามดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) เพราะมักเคลื่อนไหวสวนทางกับทองคำ
- ดูปฏิทินข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และตัวเลขเงินเฟ้อ เพราะเป็นตัวขับเคลื่อนทั้ง Yield และทองคำพร้อมกัน
- อย่าตัดสินใจจากปัจจัยเดียว ควรมองภาพรวมทั้งหุ้น ดอลลาร์ และ Yield ประกอบกันเสมอ
ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่
ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ตลาดในแต่ละช่วง การใช้เพียงกฎเดียวตัดสินใจซื้อขายอาจทำให้พลาดได้ ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดี เช่น การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ทุกครั้งที่เข้าเทรด
ทองคำมักสวนทางกับหุ้นเมื่อคนกลัวความเสี่ยง และมักสวนทางกับ Yield พันธบัตรสหรัฐฯ เพราะทองไม่มีดอกเบี้ย ยิ่ง Yield จริงสูง ทองคำยิ่งไม่น่าถือ แต่ทุกความสัมพันธ์นี้แปรผันตามสถานการณ์ มือใหม่ควรติดตามทั้ง Yield ดอลลาร์ และข่าวเศรษฐกิจประกอบกัน พร้อมบริหารความเสี่ยงทุกครั้งที่เทรด